
ประเทศไทยเริ่มเข้าหน้าฝนแล้ว ปกติจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปถึงตุลาคม ซึ่งแต่ละภูมิภาคจะมีช่วงที่ฝนตกแตกต่างกันไป โดยภาคใต้จะได้รับฝนก่อน แล้วค่อยๆ เคลื่อนขึ้นไปทางภาคเหนือ หลายพื้นที่จึงเริ่มมีฝนตกและสภาพอากาศแปรปรวน หลังจากต้องทนอากาศร้อนกันมาหลายเดือน ฝนที่ตกลงมาก็พอจะช่วยคลายร้อนได้ไม่น้อย แต่เคยสังเกตไหมว่า…บางครั้งฝนกลับทำให้เรารู้สึกเหงา เศร้า หรือขี้เกียจโดยที่ไม่มีเหตุผล ความรู้สึกนี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่เป็นไปตามบรรยากาศ แต่สภาพอากาศส่งผลต่ออารมณ์และร่างกายของเราได้มากกว่าที่คิด
ทำไมฝนตกแล้วรู้สึกเหงา เศร้า ง่วง : เกิดอะไรขึ้นกับกลไกในร่างกายบ้าง
1. นาฬิกาชีวิตผิดจังหวะ

ฤดูฝนมักมาพร้อมกับท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ความชื้นสูง และแสงแดดน้อยลง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อนาฬิกาชีวิตเรา…
ร่างกายมนุษย์มี “นาฬิกาชีวภาพ” (Biological Clock หรือ Circadian Rhythm) ซึ่งคอยควบคุมวงจรการตื่น การนอน และการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ซึ่งระบบนี้พึ่งพาแสงแดดเป็นตัวกำหนดเวลา เมื่อฟ้ามืดครึ้ม ร่างกายจะได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ นาฬิกาชีวภาพจะเริ่มทำงานผิดจังหวะ ส่งผลให้ตื่นสาย นอนไม่เต็มอิ่ม หรือรู้สึกไม่สดชื่น
ความสมดุลของฮอร์โมนในสมอง

2. แสงแดดน้อยลง → เซโรโทนินลดลง
เซโรโทนิน (Serotonin) เป็นสารที่มีผลต่ออารมณ์และความรู้สึก จะคอยควบคุมอารมณ์ การนอนหลับ และระบบย่อยอาหาร โดยร่างกายจะผลิตสารนี้มากขึ้นเมื่อได้รับแสงแดด เนื่องจากแสงแดดช่วยผลิตวิตามิน D ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของสารเซโรโทนินในสมอง ดังนั้น ในวันที่ฝนตก มีแสงแดดน้อย ร่างกายจะผลิตเซโรโทนินลดลง ส่งผลให้เกิดความเครียด รู้สึกหดหู่ วิตกกังวล หรืออารมณ์แปรปรวนได้ง่ายกว่าปกติ
นิโคลัส เกแก็ง (Nicholas Guéguen) นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสอธิบายว่า แสงแดดมีผลต่อการผลิตเซโรโทนิน และเมื่อร่างกายได้รับแสงแดดน้อยลง ก็อาจส่งผลต่อสมดุลทางอารมณ์ โดยจะเรียกอาการเหล่านี้ว่า “โรคSeasonal Affective Depression, (SAD)”
3. ร่างกายหลั่งเมลาโทนินมากขึ้น
เมลาโทนิน (Melatonin) คือฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ซึ่งจะหลั่งออกมามากขึ้นเมื่อแสงน้อยลง และหลั่งฮอร์โมนนี้มากที่สุดในเวลากลางคืน เพื่อบอกให้เราเตรียมตัวเข้านอน ในวันที่ฝนตกฟ้ามืดครึ้ม ร่างกายจะหลั่งสารเมลาโทนินมากขึ้นเช่นกัน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ทำให้รู้สึกง่วงนอน ไม่มีแรง ขี้เกียจทำสิ่งต่าง ๆ นั่นเอง
ฝนตกทำให้ขี้เกียจจริงไหม

เมื่ออากาศเย็นลง จะทำให้การไหลเวียนของโลหิตช้าลง ส่งผลให้การตอบสนองของระบบประสาทสัมผัสและประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทำให้ร่างกายรู้สึกเฉื่อยชา ไม่ค่อยกระตือรือร้นหรือไม่อยากทำอะไรเวลาฝนตก
นอกจากนี้ เสียงฝนเป็น white noise หรือเสียงที่มีความถี่สม่ำเสมอ ซึ่งช่วยลดเสียงรบกวนรอบตัว ทำให้สมองรู้สึกผ่อนคลาย หลายคนจึงรู้สึกว่าการฟังเสียงฝนช่วยให้มีสมาธิ อ่านหนังสือหรือทำงานได้ดีขึ้น หรือหลับง่ายขึ้น จึงไม่แปลกที่เราจะอยากนอนต่อยาว ๆ ในวันที่ฝนตก
รู้จักอาการซึมเศร้าตามฤดูกาล หรือ SAD

อาการซึมเศร้าตามฤดูกาล หรือ Seasonal Affective Disorder (SAD) เป็นภาวะหนึ่งของโรคซึมเศร้าซึ่งจะเกิดในช่วงฤดูใดฤดูหนึ่ง มักพบในประเทศเมืองหนาว ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่กลางคืนยาวนานกว่ากลางวันและได้รับแสงแดดน้อย แม้ประเทศไทยจะไม่มีฤดูหนาว แต่ในช่วงที่ฝนตกติดต่อกันยาวนานก็อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะ SAD นี้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศหรือมีความเครียดสะสมอยู่แล้ว
อาการที่พบได้ เช่น
- เศร้าง่าย หม่นหมอง สิ้นหวัง หรือวิตกกังวล
- เหนื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง
- ไม่มีแรงจูงใจ
- อยากอยู่คนเดียว แยกตัวออกจากสังคม
- นอนมากกว่าปกติ
- ความอยากอาหารน้อยลง
อาการจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนหรือวันที่มีแสงแดดจัด หากอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นชั่วคราว ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดได้ตามสภาพอากาศ แต่หากมีอาการรุนแรงขึ้น หรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
วิธีรับมือความเหงาในหน้าฝน

- ออกกำลังกาย
ลองเดินเล่นในช่วงเช้า หรือออกกำลังกายเบา ๆ ในบ้าน การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นวิธีที่กระตุ้นการหลั่งสารเซราโทนิน และเอ็นดอร์ฟิน (สารแห่งความสุข) ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล และทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง
2. ออกไปรับแสงแดดข้างนอก
ในวันไหนที่แดดออก ลองไปสัมผัสแดดอ่อน ๆ ยามเช้า จะช่วยให้ร่างกายกระฉับกระเฉง หากในวันที่ฟ้าครึ้ม ลองเปิดหน้าต่างหรือผ้าม่าน เพื่อรับแสงธรรมชาติเข้ามาในบ้านให้มากที่สุด พยายามไม่อยู่ในที่มืด ๆ
3. กินอาหารเติมสารความสุข
เลือกทานอาหารที่มี ทริปโตเฟน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสร้างเซโรโทนิน พบมากในไข่ เนื้อสัตว์ นม อาหารทะเล ช็อกโกแล็ต และเมล็ดพืช รวมถึงผักและผลไม้ที่มีวิตามิน B, C, D และ แมกนีเซียม เช่น กล้วย อะโวคาโด ผักโขม และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือบริโภคคาเฟอีนมากเกินไป
4. หากิจกรรมคลายเครียด
บำบัดความเครียดเป็นประจำ หากิจกรรมที่ชอบ งานอดิเรกต่าง ๆ ในที่ร่ม เช่น อ่านหนังสือ วาดรูป ฟังเพลง หรือดูหนัง
5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
หากลองปรับพฤติกรรมแล้ว แต่อาการหดหู่ เศร้า หรืออารมณ์แปรปรวนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานานและเริ่มกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาและรับการดูแลอย่างเหมาะสม
สภาพอากาศสามารถส่งผลต่อทั้งร่างกายและอารมณ์ได้ แต่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ทั้งเรื่องของสารเคมีที่หลั่งออกมา ระบบในร่างกายแปรปรวน หรือแม้แต่อุณหภูมิรอบตัว ล้วนส่งผลต่ออารมณ์ของเราได้ อาการเหล่านี้อาจเป็นผลมาจาก ภาวะซึมเศร้าตามฤดูกาล (SAD) แต่ขณะเดียวกัน อาจเกิดจากความเครียด เรื่องกังวลใจ หรือปัจจัยอื่นรอบตัวอื่น ๆ ได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือหมั่นสังเกตอารมณ์ และทำความเข้าใจต้นตอของความรู้สึกนั้น
ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงแบบนี้ อย่าลืมหันมาดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของตัวเองด้วยน้า~ 😷🌧️
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://club.b2s.co.th/th/knowledge-detail/12396/Why-more-lonely-in-rainy-season
https://www.step.cmu.ac.th/view_content.php?ct_id=T1RZPQ==

