New Year, New Learn: วางเป้าหมายการเรียนให้ปังรับปีใหม่

New Year, New Learn: วางเป้าหมายการเรียนให้ปังรับปีใหม่

Uncategorized, จิตวิทยา, หนังสือ
สวัสดีจ้าทุกคน นี่ก็เป็นช่วงปีใหม่ มาลองถามตัวเองหน่อยนะ… ปีที่ผ่านมาเราเรียนแล้วรู้สึกยังไงบ้าง?😅 บางคนอาจกำลังคิดว่า "ปีนี้ก็เหมือนเดิม ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง" หรือ "เริ่มต้นดีแต่ท้ายปีหลุด"นี่คือสัญญาณว่า! เราจำเป็นต้องหยุดและ "ส่องตัวเอง" ก่อนวางเป้าหมายใหม่🔍 มาสำรวจตัวเองกันเถอะ! การเรียนที่ผ่านมา เกรดเป็นยังไงบ้าง?วิชาไหนที่ยังคงเป็นปัญหาวิชาไหนที่รู้สึกว่าทำได้ดี 💡 เทคนิคง่ายๆ: จด! โดยเอากระดาษแผ่นหนึ่ง แบ่งออกเป็น 3 คอลัมน์ คอลัมน์ที่ 1: สิ่งที่ทำได้ดีคอลัมน์ที่ 2: สิ่งที่ยังต้องปรับปรุงคอลัมน์ที่ 3: อารมณ์ความรู้สึกต่อการเรียน สไตล์การเรียนรู้ของตัวเอง ชอบอ่านหนังสือ หรือฟังบรรยายเรียนคนเดียวหรือชอบเรียนกลุ่มเวลาไหนที่สมองพร้อมเรียนรู้มากที่สุด 🧠 มุมวิทย์เล็กน้อย มนุษย์เรามีสไตล์การเรียนรู้ 4 แบบ: Visual Learner (เรียนรู้ผ่านภาพ)Auditory Learner (เรียนรู้ผ่านเสียง)Reading/Writing Learner (เรียนรู้ผ่านการอ่านและเขียน)Kinesthetic Learner (เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ) อุปสรรคที่ผ่านมา อะไรทำให้เราถอดใจสิ่งไหนที่ขัดขวางการเรียนเคยรู้สึกท้อกับการเรียนไหม ⚠️ ข้อควรระวัง อย่าดูถูกตัวเองอย่าเปรียบเทียบกับคนอื่นให้มองว่าการปรับปรุงคือการพัฒนาตัวเอง แรงบันดาลใจ ทำไมถึงอยากเรียนเป้าหมายระยะยาวคืออะไรอยากไปต่อในเส้นทางไหน 💫 คำถามท้าทาย 5 ปีข้างหน้า อยากให้ตัวเองเป็นแบบไหนเส้นทางการเรียนต้องผ่านจุดไหนบ้าง สรุป! การส่องตัวเองไม่ใช่การตำหนิตัวเอง แต่เป็นการทำความเข้าใจตัวเองอย่างเป็นมิตร เหมือนเป็นเพื่อนที่คอยให้กำลังใจ ในส่วนถัดไป เราจะมาดูกันว่าจะแปลงข้อมูลพวกนี้ไปสู่เป้าหมายที่เป็นจริงได้ยังไง! หลังจากสำรวจตัวเองแล้ว มาดูวิธีเปลี่ยนความคิดให้เป็นเป้าหมายที่จับต้องได้กันเลย! 🎯 🌟 หลักการตั้งเป้าหมาย SMART S - Specific (เฉพาะเจาะจง) ไม่ใช่ "อยากเรียนเก่งขึ้น"แต่เป็น "อยากได้เกรด 3.5 ในเทอมนี้"ตัวอย่าง: "ต้องสอบผ่านวิชาคณิตศาสตร์ด้วยเกรด A" M - Measurable (วัดผลได้) ใส่ตัวเลข ใส่เวลา"อ่านหนังสือ 2 ชั่วโมงทุกวัน""ทำแบบฝึกหัดครบ 100 ข้อต่อสัปดาห์" A - Achievable (บรรลุได้) ตั้งเป้าที่ท้าทาย แต่ไม่ยากเกินไปดูความสามารถปัจจุบันของตัวเองเพิ่มความยากขึ้นทีละนิด R - Relevant (เกี่ยวข้อง) เป้าหมายต้องตรงกับความต้องการจริงๆสอดคล้องกับเส้นทางชีวิตมีความหมายกับตัวเอง T - Time-bound (มีกรอบเวลา) กำหนดวันเริ่มต้น-สิ้นสุดแบ่งเป้าหมายใหญ่เป็นเป้าหมายเล็กมีการติดตามผลเป็นระยะ 📊 ตัวอย่างเป้าหมายแบบ SMART "เพิ่มคะแนนวิชาฟิสิกส์จาก 60 เป็น 75 ภายใน 3 เดือน โดยจะอ่านหนังสือ 2 ชั่วโมงทุกวัน และทำโจทย์พิเศษสัปดาห์ละ 10 ข้อ" 🔍 เทคนิคการแตกเป้าหมายใหญ่ เป้าหมายระยะยาว (1 ปี) เกรดเฉลี่ย 3.5สอบผ่านทุกวิชาเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการ…
Read More
เก่งได้ไม่ยาก! สร้างตารางอ่านที่ใช่ ปักเป้าความสำเร็จ

เก่งได้ไม่ยาก! สร้างตารางอ่านที่ใช่ ปักเป้าความสำเร็จ

Uncategorized, จิตวิทยา, ช่วงสอบ
สวัสดีเพื่อนๆชาวเคลียร์ ที่กำลังมองหาวิธีจัดตารางอ่านหนังสือแบบไม่ทรมานจนเกินไป! เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอปัญหาแบบนี้... ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือวันละ 5 ชั่วโมง แต่พอทำจริงได้แค่ชั่วโมงเดียวก็เหนื่อยแล้ว หรือบางคนก็จัดตารางแน่นเอี๊ยด แต่สุดท้ายทำตามไม่ได้สักวัน จนท้อใจว่า "ทำไมคนอื่นทำได้ แต่เราทำไม่ได้สักที" จริงๆ แล้ว ก่อนจะไปถึงขั้นจัดตาราง มีเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้ก่อน นั่นคือ "รู้จักตัวเองให้ดีพอ" 📌 เช็คก่อน! คุณเป็นคนแบบไหน? ช่วงไพรม์ไทม์ของคุณ เช้าสดใส vs. กลางคืนคึกคัก ลองสังเกตดูว่าช่วงไหนที่สมองปลอดโปร่งที่สุด บางคนตื่นเช้ามาสมองแล่นฉิว แต่บางคนกลับรู้สึกดีตอนดึกๆ ไม่มีอะไรถูกผิด แค่ต้องรู้จักใช้ช่วงเวลาที่ใช่ให้คุ้มค่าที่สุด ความทนของสมาธิ มาราธอน vs. สปรินท์ บางคนนั่งอ่านติดต่อกัน 2 ชั่วโมงสบาย แต่บางคนทนได้แค่ 30 นาทีก็ต้องพัก ไม่ต้องกดดันตัวเอง แค่รู้ว่าเราเป็นแบบไหน แล้วจัดตารางให้เหมาะกับตัวเอง สไตล์การเรียนรู้ เรียนรู้ผ่านตา vs. หู vs. การจด บางคนชอบอ่านเงียบๆ บางคนต้องพูดออกเสียง บางคนต้องจดโน้ตไปด้วย ลองสำรวจว่าแบบไหนที่ทำแล้วเข้าใจและจำได้ดีที่สุด 💡 เคล็ดลับ: ลองจดบันทึกพฤติกรรมการอ่านหนังสือของตัวเองสัก 3 วัน จะเห็นแพทเทิร์นที่น่าสนใจเยอะมาก เช่น: ช่วงเวลาไหนที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายนั่งอ่านนานแค่ไหนถึงจะเริ่มเหนื่อยสถานที่แบบไหนที่ช่วยให้มีสมาธิวิชาไหนที่ควรอ่านตอนสดชื่น วิชาไหนอ่านตอนสมองล้าๆ ก็ไหว เมื่อรู้จักตัวเองดีแล้ว การจัดตารางในขั้นต่อไปจะง่ายขึ้นเยอะ เพราะเราจะวางแผนบนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ความคาดหวัง ในส่วนต่อไป เราจะมาดูกันว่าจะเอาข้อมูลพวกนี้มาจัดตารางยังไงให้เวิร์กสุดๆ! หลังจากรู้จักตัวเองดีแล้ว มาดูวิธีจัดตารางแบบที่ทำได้จริงและไม่ทรมานกัน! 🎯 กฎทอง 3 ข้อในการจัดตาราง กฎ "2-1-2" เหมือนการกินข้าว 3 มื้อ แบ่งการอ่านเป็น: เช้า: 2 ชั่วโมง (อ่านวิชาที่ต้องใช้สมอง)กลางวัน: 1 ชั่วโมง (อ่านวิชาที่เบาสมอง)เย็น: 2 ชั่วโมง (ทบทวนและทำแบบฝึกหัด) ทำไมต้อง 2-1-2? เพราะมันสมดุลกับชีวิตประจำวัน ไม่หนักเกินไป และยังมีเวลาพักผ่อนพอ กฎ "45-15" อ่าน 45 นาทีพัก 15 นาที ทำไมต้อง 45-15? เพราะสมองมนุษย์จะเริ่มล้าหลังทำงานต่อเนื่อง 45 นาที การพัก 15 นาทีจะช่วยให้สมองรีเฟรชและพร้อมเรียนรู้อีกครั้ง 💡 ช่วงพัก 15 นาทีทำอะไรดี? ยืดเส้นยืดสายดื่มน้ำเข้าห้องน้ำเดินเล่นสั้นๆหลับตาพัก แต่อย่า: เล่นโซเชียล (เพราะจะเพลินเกิน 15 นาที)กินของหวานจัด (น้ำตาลจะทำให้ง่วง)นอนพัก (จะตื่นยาก) กฎ "ยาก-ง่าย-ยาก" จัดลำดับวิชาแบบ: เริ่มด้วยวิชายาก (ตอนสมองปลอดโปร่ง)ตามด้วยวิชาง่าย (ตอนสมองเริ่มล้า)จบด้วยวิชายากอีกรอบ (ท้าทายตัวเองหน่อย)…
Read More
Peer Pressure การรับมือกับแรงกดดันจากคนรอบข้าง

Peer Pressure การรับมือกับแรงกดดันจากคนรอบข้าง

จิตวิทยา, ผ่อนคลาย, สุขภาพจิต
เพื่อน ๆ เคยรู้สึกกดดันเมื่อเห็นเพื่อนรอบตัวประสบความสำเร็จกันไหมคะ? เช่น เพื่อนบางคนขยันมาก หรือสอบติดตั้งแต่รอบแรก ในขณะที่เรายังคงพยายามตั้งใจทำตามเป้าหมายของตัวเองอยู่ การเห็นความสำเร็จของคนอื่นอาจทำให้เกิดแรงกดดันในตัวเองได้ (more…)
Read More