รวมลิสต์ของกินแก้ง่วง ไว้กินตอนอ่านหนังสือ!

รวมลิสต์ของกินแก้ง่วง ไว้กินตอนอ่านหนังสือ!

Uncategorized, สอบกลางภาค, สอบปลายภาค, สอบเข้าม.ปลาย, สุขภาพและความงาม, หนังสือ, อาหารและเครื่องดื่ม
รวมลิสต์ของกินแก้ง่วง ไว้กินตอนอ่านหนังสือ!   สวัสดีจ้า น้องๆ ทุกคน บล็อก Clearnote สัปดาห์นี้มาในธีมของกิน! เพราะเราจะมาแนะนำของกินแก้ง่วงสำหรับน้องๆ ที่ต้องอ่านหนังสือกัน ว่ากินอะไรถึงจะตาสว่างไม่ง่วง พร้อมอ่านหนังสือกัน ของกินแก้ง่วงเวลาอ่านหนังสือ 1.กาแฟ ภาพโดย Nirut Phengjaiwong จาก Pixabay   น้องๆ คงรู้กันอยู่แล้วว่ากาแฟช่วยให้เราไม่ง่วงเพราะกาแฟมีคาเฟอีน แต่ทำไมคาเฟอีนถึงทำให้เราตื่นตัวล่ะ?   นั่นก็เพราะคาเฟอีนมีโครงสร้างคลายกับโมเลกุลอะดีโนซีน ซึ่งทำหน้าที่จับกับตัวรับสัญญาณในสมอง ส่งผลให้เราเกิดอาการง่วง (เป็นกระบวนการปกติของร่างกาย) ดังนั้นเมื่อเรารับคาเฟอีนเข้าไป คาเฟอีนจะไปจับกับตัวรับสัญญาณในสมองแทนโมเลกุลอะดีโนซีน พออะดีโนซีนไม่ได้จับกับตัวรับ ก็จะไม่เกิดอาการง่วงขึ้น ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวนั่นเอง   แต่การดื่มกาแฟในช่วงดึกดื่นเที่ยงคืนอาจทำให้เรานอนไม่หลับจนถึงเช้า ทำให้เราเกิดง่วงนอนหรือรู้สึกเหนื่อยในเช้าวันรุ่งขึ้นแทน ดังนั้นถ้าจะดื่มกาแฟแก้ง่วงก็แนะนำให้ดื่มในช่วงกลางวันแทน 2.ชาเขียว ภาพโดย chezbeate จาก Pixabay   ชาเขียวก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนที่ช่วยทำให้ตื่นเหมือนกัน แต่ชาเขียวยังมีสาร L-Theanine (แอล-ธีอะนีน) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งอีกด้วย สารนี้ช่วยให้จิตใจเราสงบ (แปลว่าเราจะมีสมาธิมากขึ้น) แต่ไม่ทำให้เราง่วง 3.ดาร์กช็อกโกแลต ภาพโดย Alexander Stein จาก Pixabay   ช็อกโกแลตก็มีคาเฟอีนกับเขาเหมือนกันนะ แต่น้อยกว่ากาแฟหรือชาเขียวประมาณ 50% (ขึ้นอยู่กับชนิดของช็อกโกแลตด้วย ถ้ามีนม มีส่วนผสมอื่น สัดส่วนของคาเฟอีนก็จะน้อยลง) ดังนั้นถ้าอยากให้ได้ผลจากสารในช็อกโกแลตจริงๆ ก็ขอแนะนำเป็นดาร์กช็อกโกแลตแบบนมน้อย น้ำตาลน้อยก็จะดีกว่า   นอกจากคาเฟอีนแล้วช็อกโกแลตยังมีกรดอะมิโนทริฟโตเฟนที่ช่วยให้เรามีสมาธิมากขึ้นอีกด้วย เพราะทริฟโตเฟนจะกระตุ้นให้สมองหลั่งเซโรโทนินและเอ็นโดรฟิน ฮอร์โมนที่ทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น   ดังนั้นถ้าใครไม่อยากกินชาหรือกาแฟตอนดึกเพราะกลัวคาเฟอีนเยอะเกิน ช็อกโกแลตก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดีเลย 4.หมากฝรั่ง ภาพโดย Hans Braxmeier จาก Pixabay   หมากฝรั่งไม่ได้มีสารพิเศษอะไรที่ช่วยให้เราตื่นตัว รู้สึกไม่ง่วง สิ่งที่ทำให้เราไม่ง่วงจริงๆ คือการ "เคี้ยว" หมากฝรั่ง   การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ และยังกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในสมองอีกด้วย ดังนั้นการเคี้ยวหมากฝรั่งจึงทำให้เรารู้สึกตื่นตัวขึ้น ทำให้เราง่วงน้อยลง รู้สึกเหนื่อยน้อยลง มีสมาธิมากขึ้น ส่งผลทำให้เราอ่านหนังสือหรือทำงานได้ดีขึ้น 5.อัลมอนด์ วอลนัท ถั่วเหลือง ภาพโดย Alexei_other จาก Pixabay   อัลมอนด์ วอลนัท ถั่วเหลืองอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยบำรุงสมอง ทำให้สมองทำงานได้ดี ตื่นตัว เรียนรู้ได้ดีขึ้น มีความจำที่ดีขึ้นอีกด้วย Reference Choi, J.E. (2021). 5 Snacks to Help You Focus. Retrieved from https://upchieve.org/blog/2021/5/24/5-snacks-to-help-you-focus Snacks That May Keep You Awake. (2021). Retrieved from https://www.sleep.org/snacks-that-keep-you-awake/ Stay Awake with these…
Read More

เพลย์ลิสต์ปัง ๆ ฟังเพลิน ๆ ตอนติว

Uncategorized
สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาพบกันอีกครั้งสำหรับบทความนี้นะคะในบทความนี้เราเชื่อว่าในตอนนี้เองน้อง ๆ ทุกคนต่างก็ต้องกลับเข้าไปเรียนที่โรงเรียนเหมือนเดิมแล้วซึ่งการกลับที่ไปเรียนที่โรงเรียนเนี่ยก็อาจจะเครียดไม่น้อยเลยสำหรับใครหลายๆคนไหนจะการบ้านที่เพิ่มขึ้นหรือ ความพยายามที่จะต้องอ่านหนังสือเพราะว่าต้องกลับมาสอบเป็นปกติแล้ว ในวันนี้พี่ ๆ ทีมงานก็อยากจะแนะนำ Playlist บน spotify ที่จะช่วยพวกเราในการลดความเครียดและเพิ่มสมาธิในระหว่างการอ่านหนังสือหรือทำการบ้านนั่นเองค่ะ ไม่แน่ใจเหมือนกันนะคะว่าปกติแล้วทุกๆคนฟังเพลงกันระหว่างอ่านหนังสือหรือเปล่าแต่สำหรับพี่แล้วฟังเป็นประจำทุกวันเลยค่ะเพราะว่ามีงานวิจัยหลายงานค่ะที่วิจัยมาแล้วว่าดนตรีนั้นมีผลโดยตรงกับคลื่นสมองซึ่งถ้าเราเลือกฟังดนตรีทุกประเภทก็จะช่วยให้สมองมีความผ่อนคลายมากขึ้นค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว ก็ขอแนะนำ Playlist Spotify ทั้ง 5 Playlist นี้เพื่อให้น้อง ๆ ได้ไปเปิดฟังระหว่างอ่านหนังสือกันเลยถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะว่ามี Playlist อะไรบ้าง 1. Brain Food  สำหรับ Playlist นี้นะคะขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องใช้สมาธิในการอ่านหนังสือมากๆเลยค่ะเพราะว่า Playlist นี้นะคะเป็น Playlist รวมเพลงสำหรับการจดจ่อโดยเพลงทุกเพลงนะคะจะเป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้องค่ะเรียกได้ว่าแต่ละช่วงทำนองจะพาเราลอยละล่องไปยังห้วงแห่งสมาธิได้อย่างแน่นอนเลยค่ะ คลิกฟังเพลงใน Playlist ได้ที่นี่เลย 2. Chill Tracks  สำหรับ Playlist นี้นะคะก็เป็นไปตามชื่อเลยค่ะแต่ส่วนมากจะเป็นเพลงแนวสบายๆชิวๆช่วยให้เราผ่อนคลายระหว่างอ่านหนังสือค่ะสำหรับเพลงนี้อาจจะไม่ได้ช่วยให้เราโฟกัสได้เท่ากับเพริสด้านบนนะคะแต่ว่า ก็จะช่วยให้เราผ่อนคลายได้มากขึ้นค่ะก็จะมีบางเพลงใน Playlist นี้นะคะที่จะมีเนื้อร้อง แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะเพราะว่าเนื้อร้องนี้ก็จะเป็นเนื้อร้องที่สบายๆไม่ได้หนักหน่วงอะไรเหมาะสำหรับการเปิดคลอเพื่อทำการบ้านหรืออ่านหนังสือไปด้วยค่ะ  คลิกฟังเพลงใน Playlist ได้ที่นี่เลย 3. Totally Stress Free สำหรับ Playlist ที่สร้างขึ้นโดย Application spotify Playlist นี้นะคะมีความยาวทั้งสิ้นกว่า 5 ชั่วโมงซึ่งเพลงแต่ละเพลงใน Playlist นี้ก็จะเป็นเพลงสบายๆที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดก็จะมีเพลงที่มีเนื้อร้องและไม่มีเนื้อร้องสลับกันไปค่ะ ส่วนมากเพลงใน Playlist นี้ก็จะเป็นท่วงทำนองที่นุ่มๆฟังสบายๆ และก็จะมีบางเพลงที่มีจังหวะที่สดใสค่ะ คลิกฟังเพลงใน Playlist ได้ที่นี่เลย 4. House Focus  สำหรับ Playlist ที่สร้างขึ้นบน spotify Playlist นี้นะคะมีความยาวทั้งสิ้น 6 ชั่วโมงค่ะ ซึ่งเพลงทุกเพลงบน Playlist นี้นะคะก็จะมีความพิเศษอยู่ตรงที่ว่าจะเน้นจังหวะที่ค่อนข้างรวดเร็วทำให้เรารู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นมานั่นเองค่ะและที่พิเศษที่สุดเลยก็คือเพลงทุกเพลงใน Playlist นี้จะไม่มีเนื้อร้องค่ะรับรองได้เลยว่าเราจะไม่เสียสมาธิเพราะเนื้อร้องแน่นอนค่ะแถมยังสามารถฟังเพลงได้ยาวๆตั้ง 6 ชั่วโมงรีบไปตำกันเลยนะคะสำหรับสายที่ชอบฟังเพลงระหว่างอ่านหนังสือยาวๆค่ะ คลิกฟังเพลงใน Playlist ได้ที่นี่เลย 5. Trabajo Relax  สำหรับ Playlist มีบน Spotify นะคะก็ขอบอกได้เลยว่าเหมาะสำหรับทุกๆกิจกรรมเลยค่ะไม่ว่าจะเป็นระหว่างทำงานบ้านก่อนนอนหรือว่าเรียน หรือทำการบ้านส่งนะคะเพราะว่าเป็น Playlist ที่ช่วยลดความเครียดของเราค่ะ ถ้าใครเครียดๆอยู่ก็ลองฟังกันก่อนได้นะคะ เผื่อที่จะ ให้บทเพลงใน Playlist นี้ทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีสำหรับคุณค่ะ คลิกฟังเพลงใน Playlist ได้ที่นี่เลย สุดท้ายนี้แล้วหากใครได้ลองไปเปิดฟังเพลง List ต่างๆเหล่านี้ดูแล้วชอบหรือไม่ชอบหรือได้ผลระหว่างการอ่านหนังสือบ้างหรือเปล่าก็อย่าลืมทิ้งคอมเมนท์ไว้ได้ที่ใต้บทความนี้ได้เลยนะคะ และสำหรับน้องคนไหนที่มี Playlist ที่ถูกใจอยากจะมาแนะนำก็สามารถแนะนำกันได้ผ่านทาง comment ใต้บทความนี้เช่นกันค่ะ สำหรับวันนี้ก็คงจะฝากไว้เพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะคะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ
Read More
วิธีค้นหาตัวเองว่าอยากทำอะไร

วิธีค้นหาตัวเองว่าอยากทำอะไร

9วิชาสามัญ, GAT/PAT, รีวิวคณะในฝัน, อาชีพ
วิธีค้นหาตัวเองว่าอยากทำอะไร             สวัสดีค่ะ น้อง ๆ ทุกคน ช่วงนี้คิดว่าหลาย ๆ คนก็คงจะยังใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้านกันกับครอบครัวใช่ไหมคะ แล้วบทสนทนาส่วนใหญ่ที่พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่จะคุยก็หนีไม่พ้นไปจากถามว่า “โตขึ้นอยากทำอะไร” “จบม.ปลายไปจะไปเรียนอะไร” “จบมหาลัยแล้วจะทำงานอะไร” ฯลฯ ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ คน (รวมถึงผู้เขียน) พอโดนถามก็ตอบไม่ถูก เพราะก็ยังไม่รู้ว่าอยากทำอะไรจริง ๆ หรือยังค้นหาตัวเองไม่เจอ และคำตอบนี้ของเราก็ไม่ใช่แค่ทำให้ผู้ใหญ่ไม่พอใจ คิดว่าเราเป็นคนไม่มีเป้าหมายเท่านั้น แต่ตัวเราเองก็เกิดความไม่มั่นใจกับอนาคตตัวเองด้วย             จริง ๆ แล้วผู้เขียที่ตอนนี้ก็ยังเป็นนักศึกษาฝึกงานอยู่ที่ Clearnote และเป็นหนึ่งในคนที่โดนถามด้วยคำถามเหล่านี้ ก็ยังไม่มีแผนการที่แน่ชัดกับอนาคตตัวเอง แต่ในฐานะที่เคยตัดสินใจเส้นทางชีวิตสำคัญ ๆ ของตัวเองมา 2 ครั้ง คือ 1.ตอนที่เลือกสายการเรียนและโรงเรียนม.ปลาย กับ 2. ตอนที่เลือกคณะ มหาวิทยาลัย ป.ตรี เรามีวิธียังไงที่จะช่วยค้นหาตัวตนได้ ไปดูกันเลย !             1. สังเกตตัวเองว่าชอบอะไร             เรียกได้ว่าเป็นวิธีเบสิคที่สุดเลยทีเดียว โดยเราอาจสังเกตดูก็ได้ว่าเราชอบเรียนวิชาอะไร (หรือถ้าไม่รู้ตัวเอง เราอาจดูก็ได้ว่าวิชาไหนที่เรารอ อยากจะเรียนคาบต่อไป) หรือถ้าไม่มีวิชาที่ชอบเป็นพิเศษก็อาจจะหาวิชาที่ทำได้ดี ได้รับคำชมเยอะ หรือก็คือวิชาที่ถนัดนั่นเอง วิธีนี้แน่นอนว่าใช้ได้ไม่ใช่แค่กับวิชาเท่านั้น ยังใช้ได้กับกิจกรรมต่าง ๆ ก็ได้ เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกม เล่นดนตรี ทำขนม ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ             เมื่อเรารู้ตัวเองแล้วว่าชอบอะไรก็ลองตั้งคำถามกับตัวเองก็ได้ว่า เราจะสามารถเอาสิ่งนี้มาเป็นงานได้ไหม หรือสิ่งนี้ ทักษะนี้สามารถเอาไปพัฒนา ต่อยอดเป็นอาชีพอะไรได้บ้าง             2. สังเกตว่าตัวเองไม่ชอบอะไร             จากข้อที่แล้วที่ให้สังเกตว่าตัวเองไม่ชอบอะไร แล้วก็มาดูข้อตรงข้ามกันบ้างก็คือสังเกตว่าตัวเองไม่ชอบ ไม่ถนัด หรือทำอะไรไม่ได้บ้าง อย่างผู้เขียนเป็นคนที่เรียนเลขได้ แต่เรียนวิทย์ หรืออะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีไม่ได้เลย ดังนั้นผู้เขียนเลยเลือกเรียนสายศิลป์ซึ่งเป็นทางที่ผู้เขียนมั่นใจและถนัด นอกจากนี้อาจสังเกตว่าเรากลัวอะไรก็ได้ เช่น ถ้าเป็นคนกลัวเลือดก็อาจจะต้องทำใจว่าถ้าเรียนหมอก็ต้องเจอเลือดอีกเยอะ ถ้าใครใจฮึดสู้ก็ไปเลย แต่ใครไม่ไหวก็อาจต้องลองคำนึงถึง choice อาชีพอื่น ๆ             แต่แน่นอนว่าถ้าน้องคนไหนรู้ว่าตัวเองไม่ถนัด แต่ก็ยังชอบ อยากลองท้าทาย ก็แนะนำว่าลุยเลยยย ถึงเราจะไม่ได้ตอนนี้ แต่ความเก่งสร้างกันได้ ดังนั้นถ้าน้องมีความอดทน มีความพยายาม อะไรก็ไม่ยากเกินเอื้อม!             3. ถามตัวเองว่าให้ความสำคัญกับอะไรในชีวิต             อยู่ ๆ ก็มาถึงเรื่องที่ดูจริงจังขึ้นมา แต่ในชีวิตจริงเราอาจลองถามตัวเองดูว่าในอีก10 20 ปีข้างหน้า เราอยากให้ตัวเองเป็นแบบไหน อยากเป็นคนที่มีเงิน อยากเป็นคนที่มีความสุข ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก อยากเป็นคนมีเวลา ไม่ต้องมีชีวิตรีบเร่ง อยากเป็นคนมีชื่อเสียง อยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ ฯลฯ ซึ่งเป้าหมายของแต่ละคนก็มีไม่เหมือนกัน  แต่เมื่อเรารู้ได้แล้วว่าในอนาคตเราต้องการอะไร เราให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุดในชีวิตการทำงาน และเมื่อเรารู้แล้วกรอบของอาชีพที่ตรงกับเงื่อนไขที่เราคิดก็จะแคบลง…
Read More

4 โน้ตอิ้งสุดปังที่จะอัปเกรดพัง ๆ ให้สวยงาม

Uncategorized
สวัสดีค่ะทุกคนกลับมาพบกันอีกครั้งนะคะสำหรับบทความนี้ในวันนี้นะคะทาง Clearnote ก็อยากจะแนะนำโน้ตสรุปน่ารัก ๆ สดใสเหมาะกับการเตรียมสอบของน้องๆค่ะ โดยสรุปส่วนมากที่เลือกมาในวันนี้ก็จะเป็นในส่วนของวิชาภาษาอังกฤษนะคะ ซึ่งแน่นอนว่าเนื้อหาวิชาภาษาอังกฤษในวันนี้สามารถอ่านได้กันทั้งในระดับมัธยมต้นและในระดับมัธยมปลาย ไปจนถึงระดับอุดมศึกษาเลยค่ะ เพราะว่าไม่ว่าจะระดับชั้นไหน ๆ วิชาภาษาอังกฤษก็รวมเป็นวิชาที่มีความสำคัญมากที่สุดวิชาหนึ่งเลยนะคะ สำหรับโน้ตสรุปที่คัดเลือกมาในวันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง อย่ารอช้ากันเลยนะคะ ไปดูกันเลยค่ะ 1. แกรมม่าภาษาอังกฤษ by M.srknmy คลิกอ่านฉบับเต็มที่นี่เลย 2. *รวม* 12 Tenses by แมวเหมียว📚 คลิกอ่านฉบับเต็มที่นี่เลย 3. สรุปอังกฤษม.ต้น🥦 by cpqstudies_🌻 คลิกอ่านฉบับเต็มที่นี่เลย 4. Vocabulary คำศัพท์ภาษาอังกฤษ Yurika_a คลิกอ่านฉบับเต็มที่นี่เลย เป็นอย่างไรกันบ้างล่ะคะสำหรับโน้ตสรุปที่ทางเราได้แนะนำกันไปในวันนี้หวังว่าความรู้ทั้งในฝั่งของ Grammar คำศัพท์และความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษอื่น ๆ จะช่วยให้น้อง ๆ ฝ่าฟันและสามารถทำข้อสอบกันได้อย่างราบรื่นนะคะพี่ๆทีมงานเคลียร์เป็นกำลังใจให้กับน้อง ๆ ทุกคนค่ะสำหรับวันนี้พี่ ๆ ก็อยากจะฝากไว้เพียงเท่านี้โชคดีนะคะน้อง ๆ ทุกคน สวัสดีค่ะ :)
Read More
ทำยังไงให้ปิดเทอม Productive

ทำยังไงให้ปิดเทอม Productive

Uncategorized, กิจกรรม, ปิดเทอม, ภาษาที่3, ภาษาอังกฤษ
ทำยังไงให้ปิดเทอม Produvtive            สวัสดีค่ะ น้อง ๆ ทุกคน ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดเทอม คิดว่าน้อง ๆ หลาย ๆ คนคงกำลังพักผ่อนกันอยู่ แต่บางคนก็อาจรู้สึกว่าเรียนมาตั้งนาน จู่ ๆ พอมาพักก็รู้สึกไม่ชิน อยากหาอะไรทำ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี วันนี้ผู้เขียนเลยจะมาเสนอกิจกรรมที่จะทำให้ปิดเทอมของน้อง ๆ มีความ productive ไปดูกันเลยยย!             1. เรียนภาษาจากสื่อบันเทิง             ช่วงเปิดเทอมคงมีน้อง ๆ หลายคนที่เรียนยุ่งมาก ไม่มีเวลาดูหนังฟังเพลงเลย หรือถึงได้ดูก็ต้องดูรีบ ๆ เร็ว ๆ เพื่อที่จะไปทำงาน ทำการบ้านต่อ แต่ตอนนี้ปิดเทอมแล้ว น้อง ๆ ก็สามารถดูหนัง ดูซีรีส์ให้ฉ่ำใจได้เลย แต่ถ้าใครรู้สึกว่าดูหนังอย่างเดียวไม่productiveเลย ก็ลองมาเรียนภาษาจากหนังดูก็ได้ โดยเราอาจประยุกต์วิธีเข้ากับวิธีการเรียนภาษาของ RM วงBTS ซึ่งก็คือการดูหนัง ดูซีรีส์ ทั้งหมด 3 รอบ โดยรอบแรกจะดูด้วยภาษาแม่ รอบที่ 2 ดูแล้วเปิดซับอังกฤษ รอบที่ 3 ดูไปเลยแบบไม่เปิดซับ โดยวิธีนี้แน่นอนว่าใช้ได้ไม่ใช่แค่กับหนังหรือซีรีส์ แต่ยังใช้ได้กับอนิเมะหรือวาไรตี้ก็ได้ เรียกได้ว่าได้ทั้งความบันเทิง ได้ทั้งความรู้ คุ้มสุด ๆ             2. หาคอร์สเรียนออนไลน์เพิ่ม             หลาย ๆ คนพอเห็นหัวข้อนี้คงแอบมองบน คิดว่าแค่นี้ก็เรียนออนไลน์ของที่โรงเรียนมามากพอแล้วใช่ไหม5555 แต่ผู้เขียนคิดว่าปิดเทอมก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ลองเรียนอะไรที่เราอยากรู้ หรือไม่เคยเรียนมาก่อน โดยน้อง ๆ สามารถหาคอร์สเรียนออนไลน์ได้ทางเว็บ Coursera ซึ่งเมื่อเรียนแล้ว นอกจากจะได้รับความรู้แล้ว ยังได้รับใบ Certificate หรือใบรับรองด้วย หรือถ้าใครไม่คุ้นหรืออยากเรียนเป็นภาษาไทยก็มีคอร์สของSpace by CBS CHULA หรือก็คือคอร์สออนไลน์ระยะสั้นที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เปิดสอนให้กับบุคคลภายนอก (อย่างผู้เขียนก็ได้ลงคอร์ส excel กับคอร์สการตลาดไป เพราะไม่มีโอกาสได้เรียนที่มหาวิทยาลัยสักที) นอกจากนี้น้อง ๆ สายวิทย์ก็อาจลองมาเรียนวิชาภาษาที่ 3 เพิ่ม หรือน้องสายศิลป์อาจลองเรียนวิชาของสายวิทย์ดูได้ โดยค้นหาจาก Clearnote ก็ได้ (ขออนุญาตขายของ555)             โดยการเรียนเพิ่มเติมในสิ่งที่เราอยากรู้หรือได้ลองผิดลองถูก ทำสิ่งใหม่ ๆ ก็จะเป็นตัวช่วยในการค้นหาตัวเอง ได้รู้ว่าจริง ๆ เราอยากเรียนต่อด้านนี้ สาขานี้ คณะนี้จริง ๆ หรือเปล่า มีอย่างอื่นที่ชอบมากกว่าไหม หรือได้รู้ว่าเราเรียนอะไรไปแล้วไม่มีความสุข ไม่อยากเรียน ก็จะได้เลี่ยงได้             3. เข้าคลาส Workshop             เป็นกิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลายและสร้างแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี น้อง ๆ อาจหากิจกรรม…
Read More
ทำไมถึงไม่ควรโต้รุ่งอ่านหนังสือ?!

ทำไมถึงไม่ควรโต้รุ่งอ่านหนังสือ?!

Uncategorized, สอบกลางภาค, สอบปลายภาค, สุขภาพและความงาม, หนังสือ
  สวัสดีจ้า มาพบกันกับบล็อกจาก Clearnote กันอีกแล้ว~   น้องๆ หลายคนยังอยู่ในช่วงสอบปลายภาคหรือเพิ่งจะสอบปลายภาคเสร็จกันไป ช่วงนี้หลายๆ คนก็คงต้องอ่านหนังสือกันหนักมากๆ แบบหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีเวลาทำอะไรอย่างอื่นเท่าไร หรือบางคนก็อาจจะถึงขนาดโต้รุ่งกันเลยทีเดียว! (แอบเห็นในทวิตมานะ!)   แต่จริงๆ แล้วการโต้รุ่งอ่านหนังสือมันจะช่วยให้เราสอบได้คะแนนดีขึ้นจริงๆ หรอ?   ในระยะสั้นๆ อาจจะมีผลเสียแค่เหนื่อยๆ เท่านั้น แต่ในระยะยาวล่ะ? ร่างกายของเราจะ ok รึเปล่านะ?   วันนี้ Clearnote ของเราจะพาไปดูกันเลย! การนอนหลับสำคัญกับร่างกายอย่างไร?   การนอนหลับเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับมนุษย์อย่างเราๆ การนอนหลับช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้า เป็นเวลาที่ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่างๆ และยังช่วยให้ฮอร์โมนต่างๆ ที่มีผลต่อการทำงานของร่างกาย ทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกด้วย เพื่อจะได้ตื่นมาใช้ชีวิตตอนกลางวันได้อย่างแข็งแรง แล้วการนอนหลับส่งผลต่อสมองยังไงบ้าง?   นอกจากนี้เวลาที่เรานอนหลับ ยังเป็นเวลาที่สมองกำจัดของเสียต่างๆ เช่น โปรตีนที่ไม่ต้องการออกไปจากสมอง (โปรตีนส่วนหนึ่งที่ถูกกำจัดออกไป ก็เป็นโปรตีนที่ทำให้สมองเสื่อม และเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ด้วย) เป็นช่วงเวลาที่สมองจัดการลบข้อมูลที่ไม่ต้องการ ข้อมูลที่ไม่ได้ใช้ และยังเป็นช่วงเวลาที่สมองเปลี่ยนความทรงจำระยะสั้นเป็นความทรงจำระยะยาวอีกด้วย   นอกจากนี้ในช่วงเวลาที่เรานอนหลับ สมองที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์หรือระบบลิมบิก(Limbic system) จะมีการทำงานมากขึ้น ซึ่งการทำงานนี้จะช่วยให้เราตื่นมามีอารมณ์ปกติ ไม่หงุดหงิด   อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สมองจัดการ จัดระเบียบตัวเอง ให้พร้อมใช้การได้เต็มที่อีกครั้งในตอนที่เราตื่นนั่นเอง การโต้รุ่งอ่านหนังสือส่งผลยังไง   ถ้าเราโต้รุ่งอ่านหนังสือ ร่างกายและสมองของเราไม่สามารถทำงานการกระบวนการที่อธิบายไปได้บนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลต่อร่างกายและสมองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผลกระทบในระยะสั้น   เริ่มจากความรู้สึกเหนื่อย ปวดเมื่อยและรู้สึกล้า เพราะกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่เหมือนกับตอนที่เราได้หลับเต็มตื่น   กับสมองยิ่งแล้วใหญ่เลย การโต้รุ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองมากๆ แถมสมองเป็นส่วนที่ควบคุมความคิด ความจำและอารมณ์ของเรา ถ้าเราไม่ได้นอนสมองก็จะไม่สามารถกำจัดโปรตีนส่วนเกินได้อย่างที่บอกไปข้างต้น ไม่สามารถจัดการ จัดระเบียบข้อมูลในสมองได้อย่างเต็มที่ สมองส่วนลิมบิกที่จัดการอารมณ์เองก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น ทำให้เรารู้สึกเครียดง่าย ไม่มีสมาธิจดจ่อ ไม่สามารถใช้ความคิด ความจำได้อย่างเต็มที่   สรุปก็คือ พอเราอดนอนไปสอบ (อย่างเช่นที่ผู้เขียนเองก็เคยทำ) เราก็จะไปสอบแบบสะโหล สะเหล อ่อนเพลีย รู้สึกเครียด รู้สึกกังวลกับการสอบมากกว่าปกติ นอกจากนี้ตอนทำข้อสอบก็ยังไม่สามารถ คิด วิเคราะห์แก้โจทย์ได้อย่างเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น   นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่บอกอย่างชัดเจนว่า การอดนอนอาจส่งผลให้เราจดจำข้อมูลผิดๆ ได้ น้องๆ ลองคิดดูนะ อุตสาห์อ่านมาทั้งคืน แต่สุดท้ายเพราะอดนอน เลยทำให้เราจำข้อมูลผิดๆ ไปตอบข้อสอบ เสียดายแย่เลย ผลกระทบในระยะยาว   ที่สำคัญไปกว่านั้น ในระยะยาว ถ้าเราโต้รุ่งบ่อยๆ ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้ด้วย เช่น โรคความดันโลหิตสูงจากความเครียด หัวใจวายเฉียบพลันเพราะสมองส่วนที่ควบคุมการไหลเวียนเลือดทำงานผิดปกติ โรคอ้วนเพราะฮอร์โมนคอร์ติซอล(ฮอร์โมนที่ทำให้เครียด) ฮอร์โมนเกรลิน(ฮอร์โมนที่ทำให้หิว) หลั่งออกมามากขึ้น ทำให้อยากกินมากขึ้น เป็นต้น   นอกจากนี้ ในด้านของจิตใจ การโต้รุ่งในระยะยาว ยังอาจทำให้เกิดโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลอีกด้วย เพราะเมื่อเรานอนไม่พอ ฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยให้เรามีอารมณ์ดี ปกติสุข จะหลั่งออกมาน้อย   สรุปแล้วการโต้รุ่งอดนอนอ่านหนังสือ น่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี เพราะนอกจากจะทำให้เราไม่สามารถตื่นไปทำข้อสอบได้อย่างเต็มที่แล้ว ในระยะยาวยังอาจทำให้เราเจ็บป่วยได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น ถึงจะยาก แต่…
Read More
แนะนำ 5 เว็บไซต์ฝึกอ่านภาษาญี่ปุ่น

แนะนำ 5 เว็บไซต์ฝึกอ่านภาษาญี่ปุ่น

GAT/PAT, PAT7, PAT7, Uncategorized, ข้อมูลเรียนต่อนอก, ภาษาญี่ปุ่น, หนังสือ, เรียนภาษาญี่ปุ่น, แอป Clearnote
  สำหรับเพื่อนๆ ที่เรียนกำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ มีใครมีปัญหากับการอ่านภาษาญี่ปุ่นบ้างไหมคะ ?   การอ่านเป็นพาร์ทที่ต้องใช้ทั้งความรู้ด้านคำศัพท์ คันจิ ไวยากรณ์ ครบเลยทีเดียว เราเองก็เคยมีปัญหาในการอ่านภาษาญี่ปุ่นเช่นเดียวกันค่ะ แค่เปิดหนังสือก็เรียกได้ว่ากำลังใจหดไปเสียแล้ว รู้สึกว่าเนื้อหาในหนังสือเรียนไม่สนุกเลยย    แต่แล้วเราก็ได้พบวิธีฝึกอ่านอย่างได้ผล และยังเพลิดเพลินไปกับการอ่านได้อีกด้วย จึงอยากจะมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้ลองเข้าไปอ่านกันค่ะ นี่เลย ! เว็บไซต์สำหรับฝึกอ่านภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเว็บไซต์ต่างๆ ที่เราจะแนะนำในครั้งนี้จะเป็นเว็บไซต์ที่สามารถเข้าไปอ่านกันได้แบบฟรีๆ เลยค่ะ ไปดูกันเลยย 1.MATCHA   MATCHA เป็นเว็บไซต์ที่มีบทความภาษาญี่ปุ่นมากมายให้เพื่อนๆ ได้เลือกอ่านกัน ซึ่งเราสามารถเลือกหมวดหมู่บทความตามความสนใจได้ด้วย ส่วนใหญ่แล้วจะพูดถึงเรื่องต่างๆ ในญี่ปุ่น คล้ายๆ กับนิตยสารท่องเที่ยวค่ะ เลือกหวดหมู่ในแถบด้านซ้าย   ส่วนใครที่กังวลว่าไม่ถนัดคันจิเลย จะอ่านได้ไหมนะ ไม่ต้องกังวลไป ในบทความจะมีฟุริกานะกำกับไว้ด้านบนค่ะ เช่นบทความนี้เกี่ยวกับซูชิ ก็จะมีฟุริกานะกำกับทั้งบทความเลย แค่เห็นภาพก็หิวขึ้นมาแล้วค่ะ เราชอบอ่านเรื่องอาหารบนเว็บไซต์นี้ค่ะ อาหารในบทความน่ากินไปหมดเลย อ่านไปหิวไปค่ะ(ฮา) ตัวอย่างบทความบนเว็บไซต์ MATCHA นอกจากนี้ยังมีภาษาอื่นๆ ให้เลือกอ่าน รวมไปถึงภาษาไทยด้วยค่ะ โดยกดเลือกได้ตรงด้านล่างเว็บไซต์ค่ะ แถบกดเลือกภาษา อ่านได้ที่นี่ 👉 https://matcha-jp.com/easy 2.Hukumusume   สำหรับเว็บไซต์Hukumusume จะรวมนิทานต่างๆ เช่น นิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นสมัยต่างๆ นิทานอีสป นิทานจากรอบโลก หรือเนื้อหาเรื่องราวที่มักจะเน้นไปทางเนื้อหาสำหรับเด็ก โดยมีทั้งแบบ ฮิรากานะล้วน หรือแบบฟุริกานะกำกับคันจิ และแบบไม่มีฟุริกานะ ตัวอย่างนิทานในเว็บไซต์ Hukumusume   บางเรื่องมีคำแปลภาษาอังกฤษด้วยนะ นอกจากนี้เพื่อนๆ ยังสามารถฝึกฟังไปได้ด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วมีไฟล์เสียงประกอบค่ะ   คนที่ยังอ่านไม่คล่องก็ฝึกอ่านได้ง่าย ถึงจะเป็นนิทานสำหรับเด็ก แต่ก็อ่านเพลินมากเลยค่ะ อ่านได้ที่นี่ 👉 http://hukumusume.com/douwa/index.html 3.NHK Web Easy   หลายๆ คนอาจจะคุ้นชื่อ NHK news ของญี่ปุ่นกันใช่ไหมล่ะคะ ทาง NHK นอกจากจะลงข่าวตามปกติแล้ว ยังมีเว็บไซต์สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาภาษาญี่ปุ่น โดยจะเป็นข่าวต่างๆ ในภาษาญี่ปุ่นที่เข้าใจง่ายค่ะ ตัวอย่างข่าวจากเว็บไซต์ NHK Web Easy ในข่าวมีฟุริกานะประกอบ นอกจากนี้ยังงมีคำอธิบายประกอบคำศัพท์ในบทความเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยค่ะ และมีสีตัวอักษรที่บ่งบอกชื่อเฉพาะ เช่น ชื่อบุคคล ชื่อสถานที่อีกด้วย สะดวกมากๆเลย อ่านได้ที่นี่ 👉 https://www3.nhk.or.jp/news/easy/ 4.Yomujp   เว็บไซต์นี้เนื้อหาบทความจะคล้ายกับเว็บไซต์ MATCHA แต่ Yomujp จะแบ่งเนื้อหาตามระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT ค่ะ มีตั้งแต่ N5-N1 ขึ้นไปเลยย ตัวอย่างบทความจากเว็บไซต์ Yomujp เว็บไซต์นี้ก็มีเสียงประกอบด้วยนะ อ่านได้ที่นี่ 👉 https://yomujp.com/ 5.monogatary   เว็บไซต์นี้แนะนำสำหรับคนที่มีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นมามากพอตัวแล้ว อยากเริ่มอ่านเนื้อหาที่ยากขึ้นมาหน่อย แต่ก็สามารถอ่านอย่างเพลิดเพลินได้อย่างไม่เครียด   monogatary เป็นเว็บไซต์รวมนิยายสั้นๆ จึงอ่านจบได้อย่างไม่เบื่อและไม่ยากจนเกินไป เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเริ่มขยับไปอ่านเนื้อหาที่คนญี่ปุ่นอ่านกันจริงๆ มีการใช้ภาษาที่สละสลวยขึ้น…
Read More
ฟังเพลงตอนอ่านหนังสือ ช่วยให้เรียนดีขึ้นจริงรึเปล่า?!

ฟังเพลงตอนอ่านหนังสือ ช่วยให้เรียนดีขึ้นจริงรึเปล่า?!

9วิชาสามัญ, GAT/PAT, O-NET, TCAS, Uncategorized, ภาษาไทย, สอบกลางภาค, สอบปลายภาค, หนังสือ
ฟังเพลงตอนอ่านหนังสือ ช่วยให้เรียนดีขึ้นจริงรึเปล่า?!   สวัสดีจ้าทุกคน วันนี้ก็มาพบกับบล็อกของ Clearnote กันอีกแล้วนะ ช่วงสอบแบบนี้น้องๆ หลายคนอาจจะเบื่อๆ เหนื่อย ไม่มีแรงอ่านหนังสือ น้องๆ บางคนก็อาจจะหาเพลงมาเปิดระหว่างอ่านหนังสือ จะได้มีสมาธิอ่านหนังสือมากขึ้น แต่การฟังเพลงของอ่านหนังสือช่วยให้อ่านหนังสือรู้เรื่องขึ้นจริงรึเปล่านะ? บล็อก Clearnote ของเราวันนี้จะพาไปดูกัน! ตกลงฟังเพลงตอนอ่านหนังสือ ช่วยให้เรียนดีขึ้นไหม?    การฟังเพลง (โดยเฉพาะเพลงที่ชอบ) ช่วยให้รู้สึกดีขึนจริง เพราะพอน้องๆ ฟังเพลงสมองจะหลั่งสารโดปามีนออกมา ช่วยให้มีความสุข รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยให้รู้สึกเครียดน้อยลง   แต่เมื่อเราฟังเพลงตอนอ่านหนังสือ สมองจะรับรู้ว่าเพลงไปด้วย ทำให้สมองแก้ปัญหาหรือเรียกสิ่งที่จำไว้ออกมาใช้ได้น้อยลง(อาการนึกไม่ค่อยออก) เพราะสมองกำลังประมวลผลเพลงที่เราฟังไปด้วยไม่ว่าเราจะต้องการหรือไม่ (นึกถึง CPU คอมที่อาจจะร้อนๆ ค้างๆ ถ้าเราเปิดเกมหลายเกมพร้อมกัน)   เพราะฉะนั้นก็อาจพูดได้ว่า อ่านหนังสือแบบเงียบๆ อาจจะดีกว่าถ้าเทียบกับอ่านโดยเปิดเพลงไปด้วยนะ! (แต่อาจต้องใช้พลังใจในการอ่านมากหน่อย เพราะต้องพยายามไม่เบื่อ ไม่หลับ) แล้ว Mozart effect ล่ะ ตกลงเป็นเรื่องจริงรึเปล่า   Mozart effect หรือความคิดที่ว่าการฟังเพลงของ Mozart ช่วยให้ฉลาดขึ้น ช่วยให้เรียนดีขึ้น หรือคุณแม่ที่ท้องควรเปิดเพลงของ Mozart ให้เด็กฟัง จะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี ฉลาดขึ้นนั่นเอง   แล้วเจ้า Mozart effect นี่เป็นเรื่องจริงเหรอ?   คำตอบ คือ ไม่จริงจ้า (แป่ว) การฟังเพลงของ Mozart หรือเพลงคลาสสิคไม่ได้มีประโยชน์มากกว่าเพลงของศิลปินคนอื่นอย่างมีนัยยะสำคัญอะไรเลย ประโยชน์ก็เหมือนกับเพลงอื่นๆ ทั่วไปคือช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นเฉยๆ งั้นฟังเพลงตอนไหนถึงจะดี   ถึงแม้งานวิจัยจะบอกว่าการฟังเพลงระหว่างอ่านหนังสือหรือทบทวนบทเรียน จะทำให้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา (เช่น แก้โจทย์เลข) ลดลง และเรียกซึ่งที่จดจำไว้ออกมาใช้ได้น้อยลงทำ   แต่การฟังเพลงระหว่างช่วงพักเบรคก็ยังให้ผลดีอยู่นะ เพราะทำให้สมองหลั่งโดปามีนอย่างที่บอกไป ช่วยให้มีความสุข ผ่อนคลาย ช่วยเปลี่ยนอารมณ์ที่เบื่อๆ ง่วงๆ เพราะอ่านหนังสือได้ดีเลย ทำให้มีแรง มีไฟกลับมาอ่านหนังสือต่อได้ดีขึ้นกว่าพักเฉยๆ เบื่อๆ ถ้าอยากฟังเพลงตอนเรียน ควรฟังเพลงแบบไหน   ถ้าน้องๆ ยังอยากฟังเพลงตอนเรียน เพราะเบื่อไม่ไหวจริงๆ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cambridge บอกว่า น้องๆ ควรฟังเพลงช้า ใช้คอร์ดไมเนอร์ในเพลงและให้ความรู้สึกเศร้าๆ นิดหน่อย เช่น  prelude in E major ของ Chopin https://www.youtube.com/watch?v=CU9RgI9j7Do   นอกจากนี้เพลงไม่มีเนื้อร้องก็ไม่รบกวนสมาธิระหว่างอ่านหนังสือมากเท่ากับเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง แต่ถ้าน้องๆ ไม่ได้ชอบเพลงบรรเลงก็ไม่ต้องฝืนฟังนะ เดี๋ยวจะได้ผลตรงกันข้าม ถ้าน้องๆ ชอบเพลงที่มีคำร้อง อาจจะลองเปลี่ยนไปฟังเวอร์ชั่น off-vocal ดู ก็อาจจะช่วยได้เหมือนกัน ยังได้ฟังเพลงที่ชอบโดยไม่รบกวนสมาธิ   หรือถ้าไม่มีศิลปินที่ชอบเป็นพิเศษก็อาจลองค้นหาใน Youtube หรือ Spotify ว่า "Music for study" ดูก็อาจจะเจอเพลงที่เหมาะกับการเรียนก็ได้นะ!   สรุปแล้ว การฟังเพลงก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง อาจจะขึ้นอยู่กับตัวน้องๆ…
Read More
Pomodoro Technique เทคนิคที่จะทำให้การอ่านหนังสือไม่ล้าอีกต่อไป

Pomodoro Technique เทคนิคที่จะทำให้การอ่านหนังสือไม่ล้าอีกต่อไป

9วิชาสามัญ, English, GAT, GAT ENG, GAT/PAT, O-NET, PAT1, PAT2, PAT7, TCAS, Uncategorized, สอบกลางภาค, สอบปลายภาค
  Pomodoro Technique เทคนิคที่จะทำให้การอ่านหนังสือไม่ล้าอีกต่อไป          สวัสดีค่ะ น้อง ๆ ทุกคน ช่วงนี้คิดว่าหลาย ๆ คนอาจเหนื่อย ๆ เพลีย ๆ เพราะอ่านหนังสือเตรียมสอบไฟนอลกัน  แต่บางครั้งคงรู้สึกกันว่าถึงอ่านหนังสือหนัก เรียนหนักแล้ว แต่เนื้อหาก็ไม่เข้าหัว เบลอ ๆ ไปทำข้อสอบ ทำสอบ คะแนนก็ไม่ดี ไม่คุ้มกับเวลาที่อ่านหนังสือไป           วันนี้ผู้เขียนเลยจะมาแนะนำเทคนิคการบริหารเวลาแบบง่าย ๆ ที่จะช่วยให้น้อง ๆ อ่านหนังสือหรือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ล้าอีกต่อไป นั่นก็คือ Pomodoro Technique           Pomodoro Technique คืออะไร?           น้อง ๆ คุณผู้อ่านหลาย ๆ คนอาจไม่คุ้นชื่อกับPomodoro Technique ดังนั้นผู้เขียนขออธิบายที่มาที่ไปของเทคนิคนี้ง่าย ๆ ว่าเทคนิค Pomodoro เป็นเทคนิคการบริหารเวลาที่คิดค้นขึ้นมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อ Francesco Cirillo ซึ่งตอนนั้นเขาที่กำลังหาทางที่จะทำให้ตัวเองเรียนและทำงานให้เสร็จภายใต้เงื่อนไขเวลาที่จำกัด จนไอเดียก็มาปิ๊งตอนที่ Cirillo ได้เจอนาฬิกาจับเวลารูปมะเขือเทศที่ห้องครัว ทำให้ไป ๆ มา ๆ ก็เกิดเทคนิค Pomodoroนี้ขึ้นมา (Pomodoro แปลว่า มะเขือเทศ ในภาษาอิตาลี)           โดยเทคนิคPomodoro เป็นเทคนิคการบริหารเวลาที่จะแบ่งช่วงเวลาทำงานหรืออ่านหนังสือออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 25 นาที โดยในแต่ละช่วงจะมีช่วงพัก 5 นาที ซึ่งCirillo เชื่อว่าการทำแบบนี้จะทำให้สมองสามารถทำงานได้อย่างมีสมาธิ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ล้าจนเกินไป           How to อ่านหนังสือด้วยเทคนิค Pomodoro           1. ให้เขียน list หนังสือ แบบฝึกหัด หรืองานที่เราต้องทำ           2. ตั้งนาฬิกาจับเวลา 25 นาที และระหว่างนั้นให้ตั้งใจอ่านหนังสือหรือทำงานตามแผนจนกว่าจะครบ 25 นาที ถือว่าจบ 1 เซ็ต           3. พัก 5 นาที (จะเดินไปดื่มน้ำ กินขนม เล่นกับน้องหมาน้องแมว หรือยืดเส้นยืดสายก็ได้ตามใจชอบ แต่ไม่แนะนำให้เล่นโซเชียลหรือเล่นเกม เพราะอาจยาว555)           4. กลับไปอ่านหนังสืออีก 25 นาที ทำวนข้อ2 3 ให้ครบ 4 เซ็ต           5. เมื่อครบ 4 เซ็ตแล้ว…
Read More
เรียนทีไรง่วงตลอดเลย 6 วิธีแก้ง่วง

เรียนทีไรง่วงตลอดเลย 6 วิธีแก้ง่วง

9วิชาสามัญ, GAT/PAT, O-NET, TCAS, Uncategorized, รีวิว, สอบกลางภาค, สอบปลายภาค, สุขภาพและความงาม, แอป Clearnote
  พอเปิดหนังสือเรียนทีไรก็ง่วงตลอดเลย จะสอบแล้วแท้ๆ อุตส่าห์พยายามอ่านหนังสือ แต่หนังตาก็ไม่เป็นใจเอาเสียเลย เคยประสบปัญหานี้กันไหมคะ?  วันนี้ Clearnote มีวิธีดีๆ ในการรับมือกับความง่วงมาแบ่งปันกันค่ะ ไปดูกันเลยย 1.งีบสักนิดก่อนเรียน   อาการง่วงระหว่างเรียน ส่วนใหญ่แล้วมาจากการนอนหลับไม่เพียงพอ เผลอดูซีรี่ย์นานไปนิด รู้ตัวอีกทีก็ดึกมากเสียแล้ว ในกรณีแบบนี้ การงีบเอาแรงสักนิดจะดีกว่าค่ะ การงีบจะทำให้สมองเราปลอดโปร่งขึ้น การเรียนก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ แต่อย่างไรตาม อยากให้ระวังเรื่องเวลากันไว้สักหน่อยนะคะ เพียงแค่ 10-15 นาทีเท่านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ หากงีบนานเกินไปอาจจะง่วงกว่าเดิมเอาได้นะคะ 2. ลองเปลี่ยนเนื้อหาที่เรียนดู   หากอ่านวิชาเดิมซ้ำไปมา สมองจะอ่อนล้าและหัวไม่แล่นเป็นที่แน่นอน ทำให้เกิดอาการง่วงหงาวหาวนอนตามมา ลองเปลี่ยนเนื้อหาที่เรียนเช่น อ่านเนื้อหาที่เน้นความจำ (อังกฤษ, ไทย, สังคม เป็นต้น) จากนั้นผลัดมาทบทวนวิชาคำนวณ (คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ เป็นต้น) ช่วยให้ง่วงน้อยลงได้ค่ะ 3. ล้างหน้า แปรงฟันเพิ่มความสดชื่น   ถ้าเริ่มรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้วว ตาจะปิดแล้ว น้ำเย็นสดชื่อนอาจช่วยได้ค่ะ ลองลุกไปล้างหน้าดู ช่วยให้รู้สึกสดชื่น และหายง่วงขึ้นได้ค่ะ หรืออาจจะแปรงฟันด้วยหากมีเวลา เป็นวิธีที่ให้ผลดีขึ้นกว่าเดิมค่ะ 4. เปลี่ยนที่เรียน   บางทีการเรียนในห้องตนเองอาจทำให้ตั้งสมาธิได้ยากขึ้น เพราะว่ามีสิ่งเร้าที่จะทำให้เราวอกแวกได้ง่ายนั่นเอง ลองย้ายไปเรียนในที่ ที่เหมาะสมกับการเรียนมากขึ้น จะช่วยให้เรามีสมาธิจดจ่อมากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าตรงนั้นเป็นที่สำหรับเรียน เมื่อเข้ามาที่นี่แล้วเราจะต้องเรียนนั่นเอง 5. ยืดเส้นยืดสาย   การนั่งเรียนเป็นเวลานานไป กล้ามเนื้อของเราก็ตึงตามไปด้วย ส่งผลให้เราง่วงขึ้นไปด้วยค่ะ เราอาจพักระหว่างเรียนมายืดเส้นยืดสายกันซักนิด ให้เลือดได้ไหลเวียน อาจเดินไปเดินมาในห้อง หรือยืดหลังง่ายๆ เป็นต้น ทำให้เรากระปรี้กระเปร่าขึ้นค่ะ 6. พูดคุย หรือถามคำถาม   การเรียนเงียบๆ คนเดียว ทำให้เกิดอาการง่วงได้ง่ายใช่ไหมล่ะคะ ลองหาเพื่อนเรียนด้วยกัน ทำความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนไปด้วยกัน หรือหากมีอาจารย์อยู่ด้วย ก็ลองถามคำถามดูบ้าง การได้ส่งเสียงออกมาทำให้เรารู้สึกกระตือรือร้นมากขึ้นค่ะ ไม่ง่วงแน่นอนน   วิธีเหล่านี้น่าจะทำให้ทุกคนหายง่วงระหว่างเรียนกันได้นะคะ แต่อย่างไรก็ตาม การนอนพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ อย่าลืมดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เมื่อร่างกายเราแข็งแรงพร้อมต่อการเรียน การเรียนรู้ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ Clearnote เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ Reference ข้อมูลจาก https://www.eikoh-seminar.com/koukoujuken/column/p7184/
Read More